
ยุคหนึ่งเราเคยมองว่ารถคันใหญ่หนาเตอะ เหมือนรถถังอเมริกัน คงมีไว้ให้พวกคนเหมือง หรือพวกชอบลุยป่า ขับลุยโคลน เท่านั้นแหละ ใครจะไปนึกว่ามายุคนี้ ไอ้รถประเภท "กระบะดัดแปลง" หรือที่เรียกว่า PPV/SUV นั้น มันจะกลายมาเป็นพาหนะยอดฮิตของคนกรุง

ทางฟอร์ด ได้ชวนสื่อมวลชนทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต (Ford Everest Sport) 2.0 ลิตร เทอร์โบ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวใหม่ จากการที่ได้เห็นรูปร่างหน้าตามันแล้ว มันใหญ่โตมโหฬารดีแท้ ด้วยความยาวเกือบ 5 เมตร ความกว้างเกือบ 2 เมตร และสูงเด่นเป็นสง่า จนตอนขับแทบจะมองข้ามหัวชาวบ้านได้หมด ก็ดีนะเพราะมีความโปร่งสบาย ขับได้ง่ายมองก็ง่าย สำหรับในรุ่น "สปอร์ต" ตัวนี้แต่งตัวคุมโทน "ดำเงา" ตัดกับตัวถัง มีไฟหน้าแอลอีดีรูปตัว C ดีไซน์ด้วยชุดแต่งสปอร์ตสีดำดูเข้ม ดุดัน ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้วใหญ่บึ้ม มองรวมๆ แล้วมันทั้งเท่ห์ ทั้งน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

บล็อกเล็ก... แต่พละกำลังระดับ "ม้าศึก"
สมัยก่อนถ้าบอกว่ารถคันบิ๊กเบิ้มขนาดนี้ ใช้เครื่องยนต์แค่ 2.0 ลิตร คนรุ่นก่อนคงส่ายหน้า ว่ามันจะไปวิ่งออกรึ?! แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยีมันไม่หยุดอยู่กับที่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ บล็อกนี้ ปรับจูนมาใหม่ รีดม้าออกมาได้ถึง 170 ตัว แรงบิดพุ่งไปถึง 405 นิวตันเมตร ทำให้พละกำลังแรง เร่งแซงได้ดั่งใจ

สิบเกียร์อัตโนมัติ... ลื่นไหล
พละกำลังมันไม่ได้มาแบบกระโชกโฮกฮากจนหน้าหงาย แต่มันมาแบบมีความสุขุม ลุ่มลึก กดคันเร่งลงไป เกียร์ 10 สปีด มันฉลาดพอที่จะเลือกจังหวะจักโคน ส่งกำลังต่อเนี่องนุ่มนวล วิ่งในเมืองก็ขับสบาย แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตแต่ถ้าเราคุ้นชินกับขนาดของตัวรถก็ไม่เป็นปัญหา ส่วนการเปลี่ยนเกียร์เงียบสมูท วิ่งทางไกลก็ประหยัด ระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนก 2 ชั้น ด้านหลังเป็นคอยล์สปริงพร้อม "วัตต์ลิงค์" ที่ช่วยยึดเกาะถนน ต้องยอมรับว่าช่วงล่างของฟอร์ดเนี่ย มันหนึบแน่น ทรงตัวดี

และสำหรับพวกที่ชอบความท้าทาย ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4x4) คันนี้ มี "โหมดการขับขี่" มาให้เลือกถึง 6 รูปแบบ จะโหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลื่น หมุนปุ่มไปตามสภาพการณ์ หรือถ้าเจอทางโคลน (Mud) ทางทราย (Sand) หนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ยังมีระบบ "ดิฟล็อกหลังแบบไฟฟ้า" (Electronic Locking Rear Differential) (เฉพาะรุ่น 4x4) ล็อกล้อให้ตะกุยผ่านอุปสรรคไปได้

เปิดประตูเข้ามาข้างใน โอ้โฮ หรูหราเกินกระบะ ด้วยเบาะหนังสีทูโทน ดำ-เทา ทั้งยังปรับไฟฟ้าได้มากถึง 8 ทิศทาง ทั้งคนขับคนนั่ง ส่วนหน้าจอมัลติทัชตรงกลางใหญ่ถึง 12 นิ้ว ยาวตั้งฉากลงมาเหมือนมีแท็บเล็ตส่วนตัว มีระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A รองรับการเชื่อมต่อสารพัดรูป โดยแบบรองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ เชื่อมต่อบลูทูธ ไร้สายไฟรุงรัง ส่วนหน้าปัดคนขับก็เป็นดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับขี่ ฟอร์ดใส่มาให้ท่วมคัน ตั้งแต่ควบคุมความเร็วแปรผันรักษาระยะห่างอัจฉริยะ, ช่วยเบรกอัตโนมัติ, เตือนมุมอับสายตา, กล้อง 360 องศา ไปจนถึงระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวาง มันดีนะ เพราะมันช่วยรักษาชีวิตเราได้ยามคับขัน แต่อย่าไปหลงระเริงจนขาด "สติ" ในการควบคุมรถ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีสมองกลคอมพิวเตอร์เครื่องไหนในโลก ที่จะปลอดภัยเท่ากับ "ความไม่ประมาท" ของมนุษย์เราเอง
อีกหนึ่งเรื่องที่คนใช้รถดีเซลยุคนี้ต้องรู้ไว้ รถคันนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย "ยูโร 5" ตามกฎเกณฑ์ใหม่ของ สมอ. ซึ่งแปลว่าคุณจะต้องหมั่นเติมน้ำยาบำบัดไอเสียที่เรียกว่า AdBlue® เข้าไปด้วย เพื่อให้ไอเสียมันสะอาด ปล่อยมลพิษสู่อากาศน้อยลง ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ที่ค่ายรถเขาใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สรุป สิ่งที่โดดเด่น คือ รูปลักษณ์หล่อเข้ม, ช่วงล่างมั่นใจได้สูงสุดในพิกัดเดียวกัน, ออปชั่นความบันเทิงและความปลอดภัยให้มาแบบไม่มีกั๊ก, ลุยป่าลุยเขาสบายด้วยระบบ 4x4 เต็มรูปแบบ
สิ่งที่ต้องตระหนัก ตัวรถมีขนาดใหญ่โต เวลาหาที่จอดในห้าง หรือเลาะเลี้ยวตามซอกซอยแคบๆ ในกรุงเทพฯ อาจจะต้องใช้ความใจเย็นกันสักหน่อย ค่าตัวของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต 2.0L เทอร์โบ 4x4 คันนี้ อยู่ที่ 1,669,000 บาท (ถ้าจะเอาสีขาวมุกหรือสีเทาคอมมานด์เกรย์ ก็บวกเพิ่มอีกหมื่นห้า)
เงินล้านหกล้านเจ็ด ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ สำหรับบางคนอาจจะมองว่าแพง แต่สำหรับครอบครัวใหญ่ที่มองหา "บ้านเคลื่อนที่อันปลอดภัย" ที่พร้อมจะพาพ่อแม่ลูกเมีย เดินทางไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา ทั้งบนทางเรียบและทางฝุ่น โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับสภาพถนนหนทาง มันเป็นเม็ดเงินที่คุ้มค่าตัวของมัน
โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว รถยนต์มันไม่ใช่แค่เหล็กสี่ล้อพาเราจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่มันคือ เทคโนโลยีและภาพลักษณ์ ถ้าเงินในกระเป๋าคุณเหลือเฟือ และใจคุณยังรักการผจญภัยแบบโก้หรู เดินเข้าโชว์รูมไปหยิบกุญแจคันนี้มาทดลองขับก่อนได้เลย แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ผิดหวังแน่